วันหยุดของผม และ ชาวเกย์

วันหยุดวันนี้ใครได้ไปเที่ยวไหนกันบ้างครับ เล่าให้ฟังบ้างสิครับ

ของผมเองวันนี้คงต้องเรียกว่าเป็นวันเกย์ล่ะนะครับ เกย์ที่แปลว่าสนุกสนานหรรษา และที่แปลว่าคนที่มีความรักต่อเพศเดียวกันด้วยนั่นแหละครับ ทำไมเหรอ? เอ้ามาลองฟังดู

เมื่อคืนนอนไม่หลับ ตาค้างเสียเฉยๆ อ่านหนังสือ อัพเดทเว็ปไซต์ หัดวาดรูป ดูซีรี่ส์ (อืมม มีน้องสาวคนนึงแนะนำซีรี่ส์สนุกๆหลายเรื่องให้ดู เดี๋ยวไว้เป็นบลอกถัดไปแล้วกันครับ) ยังไงๆกลับไม่รู้สึกง่วง จวบจนสิบโมงเช้านั่นถึงผล็อยหลับคาหนังไปที่โซฟา ตื่นมาอีกทีบ่ายโมงกว่าด้วยความหิว เช็คคอมพิวเตอร์พบ เอวา อายะ และ พี่จูน บน skype จึงทักทายไป สามสาวนี่ทำงานที่ UN วันปิยมหาราชจึงไม่ได้หยุดพักผ่อนครับ แซวพี่จูนไปว่า "บางที ผมก็รู้สึกดีใจที่ผมไม่ได้ทำงานยูเอ็น" ส่วนเอวาเธอเพิ่งกลับมากรุงเทพฯวันนี้วันแรกหลังจากทริปไปกัมพูชาอาทิตย์ที่แล้ว เอวาบอกว่าอีกสองชั่วโมงต้องบินต่อไปลาว แล้วก็นัดทานข้าวกันสุดสัปดาห์นี้ ผมว่าพวกระบบ IM ต่างๆนี่ดีนะครับ ทำให้คนเข้าถึงกันได้ง่ายขึ้น เพื่อนที่ไม่ค่อยจะได้เห็นหน้าค่าตายังได้ทักทายผ่านทางเน็ตได้

เสร็จแล้วนึกได้ว่าวันนี้น้องกิ๊บน่าจะค้างที่บริษัท ไม่ได้กลับบ้าน จึงโทรหาน้องถามว่าทานข้าวรึยัง ทานด้วยกันมั้ย ปรากฏน้องกิ๊บไปเดินเล่นที่ห้างกับนนท์และทานข้าวแล้ว หมดห่วงไป ผมมาเปิดดูรายการหนังว่ามีหนังอะไรเข้าใหม่วันนี้บ้าง

000359_2

มีเรื่อง The Witnesses ฉายอยู่ที่ลิโด้ เป็นหนังฝรั่งเศสที่ผมอยากดูมาพักนึงละ เลยตัดสินใจฉายเดี่ยวออกไปดูหนังทานข้าวคนเดียววันนี้ ตอนเดินออกมาจากบ้านผมจะต้องเดินผ่านร้านอาหารร้านนึงแถวนั้นซึ่งเจ้าของหรือพ่อครัวเนี่ยเป็นเกย์แบบสะอ้อนสะแอ้น ตัวผมเองนั้นมิได้รังเกียจคนที่เป็นกระเทยหรือเป็นเกย์นะครับ ผมมีเพื่อนที่เป็นเกย์ทั้งชายและหญิงหลายคนครับ เดี๋ยวจะหาว่าผมตั้งข้อรังเกียจในสิ่งที่คนเลือกรัก คนเราถ้ารักเป็น ไม่ว่าจะรักใครเพศไหนผมว่าก็สวยงามทั้งนั้นล่ะ ย้อนกลับมาถึงคุณเจ้าของร้านอาหารนี้ เวลาผมเดินผ่านหน้าร้านเค้า เค้าจะจ้องมองผมแบบไม่วางตาจนผมรู้สึกได้เพราะบางทีบังเอิญหันไปสบตาเค้าก็ส่งยิ้มมาให้ ผมเองได้เข้าใจความรู้สึกของผู้หญิงที่ถูกจ้องเอาๆหมายจะจีบก็ตอนนี้ล่ะครับ (ผมเองก็เคยทำนะ จ้องหน้าสาวๆ ถึงคราวโดนเข้าเองบ้าง ไม่สนุกแฮะ)

ขึ้นบีทีเอสมาถึงที่โรงหนังปรากฏว่ามีหนังใหม่เข้านอกเหนือจากที่อยู่ในเว็ปอีก ผมจึงตัดสินใจดูสองเรื่อง อีกเรื่องชื่อ Lullabye before I wake ครับ ท่าทางจะเป็นหนังรักวัยรุ่นโปสเตอร์ดูน่ารักดี

000364_2

หนังเรื่องแรกคือ Lullabye นั้นฉายตอนสี่โมงกว่า ผมมีเวลาไปหาอะไรทานก่อน แวะทานที่ฟูจิในพาราก้อน เกย์กรณีที่สองในวันนี้คือโต๊ะข้างๆผมเป็นคู่เกย์สาวสองคนมานั่งทานข้าวด้วยกัน เค้าคุยกันกระหนุงกระหนิงท่าทางจะมีความสุขดี (กว่าไอ้ตัวกระผมซึ่งมาคนเดียว)

ไปเดินร้านหนังสือคิโนะต่ออีกหน่อยได้หนังสือน่าสนใจมาเล่มนึง Crucial Conversations : Tools for talking when stakes are high เกี่ยวกับวิธีการพูดให้เป็นเมื่อถึงเวลาจำเป็น อีกเล่มที่เล็งไว้ว่าจะอ่านต่อจากเล่มนี้คือ Why do men marry bitches? อยากเห็นมุมมองของผู้หญิงเหมือนกันว่ามองผู้ชายเราอย่างไร และมองผู้ชายด้วยว่าทำไมเราถึงชอบสาวเปรี้ยวเข็ดฟันทั้งหลาย แต่ไว้ก่อนครับ ไว้ค่อยมาซื้ออีกทีนึง

กลับมาถึงโรงหนังเรื่องแรกนั้น Lullabye before I wake ดาราส่วนใหญ่เป็นฝรั่ง แต่ฉากทั้งหมดเป็นเมืองไทย บทพูดเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด ดูไปสักพักถึงจับได้ว่าเป็นผลงานของคนไทยนี่ล่ะ เข้าใจว่าทำไมถึงทำออกมาอย่างนี้ ถ้าเป็นนักแสดงไทย บทพูดไทยๆ อาจจะไม่ได้ผลเท่านี้ ผมชอบนะเดินเรื่องได้สวยงาม ถ่ายใช้เทคนิกง่ายๆแต่ได้ผล ตัวละครเอกทั้งสองคนนั้นมีเสน่ห์มากๆทีเดียว โดยเฉพาะนางเอก เรียกว่าเป็นสาวที่มีอุปนิสัยและบุคลิกเข้มแข็งดีมากจนน่ารัก ถ้าผมเจออย่างนี้เข้าคงชอบเหมือนกัน แต่ถ้าเด็กขนาดนั้นคงต้องคิดหลายตลบ ชีวิตผมมันมาเกินครึ่งทางแล้ว ของเธอเพิ่งจะเริ่มต้น แต่พระเอกก็เป็นตัวแทนของชายหนุ่มที่มีความรักได้ดีมาก ทุกความรู้สึกที่เค้ามี ผมเองเคยผ่านมาแล้ว ไอ้เรื่องเคอะเขิน ทำอะไรไม่ถูก เหตุผลที่เคยมีลอยแพออกทะเลไปหมด คิดถึงแต่สาวนี่เป็นมาก่อน (จริงๆตอนนี้ก็ยังเป็นอยู่ แต่แก่แล้วกลบเกลื่อนได้เก่งขึ้น ควบคุมอาการได้ดีขึ้น) บทสรุปของหนังเรื่องนี้สวยงามและสมจริงดีครับ ผมชอบมาก

อ้อ วันนี้เจอดารา ตอนออกมาจากโรงหนังโรงแรกเจอซินดี้ สิริยา กับสามีมาดูเรื่อง Lullabye ด้วยเหมือนกัน แล้วก็ดาราคนที่สัมภาษณ์ผมในงานสามสิบปีสตาร์วอส์ก็มาด้วยกลุ่มเดียวกัน (ผมจำชื่อเค้าไม่ได้ครับ)

จบเรื่องแรกออกมาดูเรื่องที่สองต่อกันเลย The Witnesses พูดถึงเหตุการณ์ในช่วงปี 84-86 ซึ่งโรคเอดส์เพิ่งเป็นที่รู้จักและเริ่มระบาดจนทั่วโลกต่างตื่นตัวให้ความสนใจควบคุม หนังเรื่องนี้พูดถึงชีวิตของคนห้าคนที่เกี่ยวข้องกับผู้ป่วยโรคเอดส์ มีเรื่องราวของเกย์หนุ่ม แก่ และผู้ชายที่ค้นพบว่าตัวเองเป็นเกย์ (หรือไบเซ็กช่วลน่าจะถูกกว่า) เนื้อเรื่องไม่ได้ตื่นเต้นอะไรมากนักแต่ว่าเป็นดราม่าที่ดี ผมชอบบางคำพูดของตัวเอกที่เป็นเกย์อย่างมาก ที่เค้าพูดถึงความรักและการยอมรับจากสังคม เค้าพูดในทำนองว่า "ถ้าคุณเป็นเกย์คุณลำบากนะ คุณชอบใครคุณอาจจะเจ็บปวดกว่าคนธรรมดา เพราะว่าถ้าคุณเข้าไปหาคนที่คุณชอบ คุณอาจจะถูกเค้าถ่มน้ำลายรดหน้าก็ได้"

นอกจากหนังที่เป็นเรื่องของเกย์ และมีฉากรักของชายกับชายด้วยกันแล้ว คนที่นั่งข้างผมก็เป็นเกย์อีกด้วย เค้านั่งเอียงมาทางด้านผมซึ่งผมก็เอียงหนีล่ะนะ แต่ที่ไม่ชอบเลยคือแอบมองผมอยู่เรื่อยๆตลอดเวลาฉายของหนังจนผมรู้สึกได้ อันนี้ผมเองไม่เคยทำกับสาวๆนะครับ แต่คิดว่าคงมีคนอื่นทำบ้างล่ะเวลามีสาวมานั่งที่นั่งติดกันในโรงหนัง นี่ก็เป็นสถานการณ์ที่อึดอัดเหมือนกัน คิดว่าจะย้ายที่แต่ก็ไม่ได้ลำบากขนาดนั้นเลยเฉยไว้ครับ

ดูหนังเสร็จออกมาทานข้าวที่ร้าน Koko โต๊ะทานข้าวข้างๆผมเป็นคู่เกย์หนุ่มสองคนมาทานด้วยกัน ท้ายสุดขึ้นบีทีเอสกลับบ้านมีกระเทยคนหนึ่งแต่งหน้าแต่งตัวเป็นผู้หญิงนั่งอยู่ตรงข้ามผม เรียกว่าดูดีทีเดียวล่ะครับ ไม่ถึงขั้นน้องปอยแต่ก็ดูดี

สรุปนะครับ วันนี้เป็นวันเกย์ครับผม

|