Major Photos Update
Nak, Korea & Paul Newman
อย่างแรกคืออนิเมชั่นเรื่อง นาค
ของพี่บอย โกสิยพงษ์ และทีม BeBoydCG
เรื่องนี้พี่บอยได้ชวนให้ผมไปเป็นที่ปรึกษาด้านระบบเมื่อปีกว่าที่แล้วครับ
ผมได้เข้าไปช่วยดูทีมงานและระบบงานอยู่พักนึง
แต่ท้ายที่สุดก็ไม่ได้ช่วยเหลือเต็มที่
ตอนนี้หนังออกฉาย
ผมไม่คิดว่าทางทีมงานจะอุตส่าห์เอาชื่อผมลงในเครดิตให้
มาทราบทีหลังก็ดีใจระคนรู้สึกผิดนิดๆ
ที่ไม่ได้ช่วยงานให้เต็มที่ครับ
แต่ปัจจัยหลายอย่างทำให้สิ่งที่ผมแนะนำไปทางทีมงานไม่สามารถลงมือทำได้จริงจังเต็มที่
ทำให้ขยับขยายจากที่เป็นอยู่ลำบาก
แต่ในที่สุดทีมงานก็สามารถผลิตงานสวยๆ ดีๆ
ออกมาให้ทุกคนชมได้ครับ ขอแสดงความนับถือจากใจจริง
และดีใจที่ได้เป็นส่วนร่วม(เล็กๆ)ในโปรเจ็กนี้ครับ
สองคือตอนนี้ผมเขียนบลอกอยู่ในห้องที่โรงแรมในเกาหลี
เป็นการมาเกาหลีรอบสองครับ
ครั้งนี้มาทำการฝึกสอนการใช้โปรแกรม Massive
ให้กับทางบริษัท visual effects ในเกาหลีคือ Mix VFX
ครับ มาอย่างกระทันหันมาก บอกล่วงหน้าวันนึง
ซื้อตั๋วเครื่องบินแล้วบินมาเลย
มีกำหนดการอยู่ที่นี่สองอาทิตย์ก่อนบินกลับไปต้นเดือนพฤษภาคม
อยู่ที่นี่ก็ดีครับ ไม่มีอะไรทำดี
นอกจากสอนในตอนกลางวันแล้วไม่ได้ไปไหนเลยเพราะโรงแรมที่ทางลูกค้าจัดให้นี่อยู่กลางย่านเชียงกงของกรุงโซล
ล้อมรอบผมมีแต่ร้านขายล้อแม็กกับยางรถยนต์
ยังหาร้านสะดวกซื้อใกล้ๆ
ไม่เจอเลยหลังจากเดินสำรวจมารอบโรงแรมบล็อกนึงแล้ว
ที่ว่าไม่มีอะไรทำดีนี่คือทำให้มีเวลาอยู่กับตัวเองเยอะ
วันๆ หลังการสอนก็กลับมาออกกำลังกาย ดูทีวีละครเกาหลี
แล้วก็ browse web ไปจนง่วงหลับ
เป็นชีวิตอนามัยมีระบบระเบียบดีครับ
สองอย่างในเกาหลีที่ทำให้ผมอิจฉาคือ หนึ่ง
ทีวีเค้ามีช่อง HD แล้วหลายช่อง ละครซีรี่ส์เค้าก็เป็น
HD แล้ว เห็นหน้าตาดาราชัดดีครับ
เมื่อไหร่เมืองไทยเราจะมีสักทีหนอ อย่างที่สอง
อินเตอร์เน็ตของเค้าเร็วเอามากๆ ผมดาวน์โหลด trailer
หนังมาดูจากเว็ปไซท์ของ Apple เรื่อง Glass
(เกี่ยวกับนักประพันธ์เพลงระดับโลก Philip Glass)
ที่ความละเอียดสูงสุด 1080P ไฟล์ขนาด 213 เม็กกะไบท์
ใช้เวลาดาวน์โหลด 45 วินาทีครับ ขอย้ำว่า "วินาที"
นะครับ เน็ทที่บ้านผมที่เมืองไทยคงเป็น "นาที"ครับ
(High speed ADSL 1024/512 ของ True) อิจฉาจริงๆ ครับ
ท้ายสุด วันนี้ระหว่างที่ sit-up ออกกำลังกายอยู่
แวบไปนึกถึงเรื่องที่คุณพ่อเคยเล่าให้ฟังเกี่ยวกับบทสัมภาษณ์
Paul Newman ดาราสุดหล่อรุ่นเก่า
ในเนื้อหานั้นมีตอนนึงที่เค้าถาม Paul Newman ว่า
"ทำอย่างไรถึงรักษารูปร่างได้ดีขนาดนี้" ตอนช่วงนั้น
Paul อายุประมาณสามสิบต้น Paul บอกว่าเค้า sit-up
วันละหนึ่งร้อยครั้ง
กล้ามเนื้อหน้าท้องถึงได้คงรูปสวยอย่างนั้น
(ไปดูหนังเรื่อง 'The Prize' (1963)
ได้ว่าหุ่นดีแค่ไหน)
เรื่องที่คุณพ่อเล่าจบเพียงแค่นั้นครับ
ท่านเล่าให้ฟังตอนที่ดูหนัง The Prize
ด้วยกันสมัยผมเด็กๆ สัก 16-17 นั่นแหละครับ
แต่วันนี้ผมมาคิดต่อ เพราะว่า Paul Newman
ตอนนี้อายุมากแล้ว หุ่นก็ไม่ได้ดีเหมือนก่อนแล้ว
ผมอยากถามเค้าจังเลยว่า คุณ Paul ครับ
ในตอนช่วงไหนของชีวิตที่คุณตัดสินใจว่า
"วันนี้ชั้นจะไม่ sit-up 100 ครั้งอีกแล้วพอสักที"
แล้วเป็นเพราะสาเหตุทางกายภาพ
หรือเพียงเหนื่อยหน่ายกับการต้องดูแลรูปร่างตัวเองครับ?
ผมอยากถามเค้าจังเลย

อ้ออีกเรื่องที่น่าสนใจสำหรับคอหนัง
สำหรับคนที่เคยดูหนัง The Color of Money (1986)
ที่แสดงโดย Paul Newman กับ Tom Cruise นั้น
ทราบมั้ยครับว่าหนังเรื่องนี้เสมือนเป็นภาคต่อของหนัง
The Hustler ที่ Paul Newman แสดงนำในปี 1961
ครับผม
The Joy of Fatherhood
อีกหนุ่มนึงคือนายโป้ง รุ่นน้องของผมที่ทำงานอยู่ที่ Luma Pictures โป้งเริ่มมาฝึกงานด้วยกันตั้งแต่มีเพียงแค่ผมและพายัมสองคน เรียกว่าเป็นรุ่นน้องที่น่ารักและรู้จักกันมานาน นิสัยของโป้งเป็นคนพูดจาตรงๆ ซื่อๆ มีอารมณ์ขัน และยังให้ความรู้สึกว่าเค้ายังเด็กอยู่เสมอ แต่เผลอแป๊บเดียวนี่โป้งแต่งงานและกลายเป็นคุณพ่อไปเรียบร้อยแล้ว เรียกว่าแซงหน้ารุ่นพี่อย่างผมไปแล้วในด้านการดำเนินชีวิต โป้งกับน้องเอได้ลูกชายคือน้องไอเมื่อวันที่ 26 ธันวาคมที่ผ่านมาครับ
ผมปะรูปหลานสองคนให้ดูครับนี่คือน้องโดโรธี
และนี่คือน้องไอ
จริงๆผมรักเด็กนะครับ (แม้จะไม่ถึงขั้นความรักเด็กของนางงามประกวดทั้งหลาย) และคิดว่าถ้ามีลูกคงจะรักสุดใจขาดดิ้นเลยทีเดียว ตัวผมเองพอจะจินตนาการได้ว่าความรู้สึกของความเป็นพ่อคนจะรู้สึกอย่างไรครับ แต่ผมเองไม่อยากมีลูกเพราะยังคิดว่าตัวเองมีความรับผิดชอบไม่พอ ยังเห็นแก่ตัว คือเห็นแก่ความสะดวกสบายของตัวอยู่ ยิ่งภายหลังเลิกร้างกับภรรยาไปทำให้คิดว่าโชคดีที่ไม่ได้มีลูกด้วยกัน ไม่เช่นนั้นคงจะทำให้เกิดปัญหาอีกมากมาย พอเห็นเพื่อนๆ น้องๆ มีลูกกัน ผมยินดีด้วยครับ
อ้อ สวัสดีปีใหม่นะครับทุกคน
Away From Her

ผมเพิ่งดูหนังเรื่อง Away From
Her จบน้ำตายังไม่ทันเหือดแห้งก็มาเขียนบลอกนี้ล่ะครับ
เป็นหนังที่ดูแล้วจับใจจริงๆ
เรื่องราวของความรักที่แท้จริง ที่พิสูจน์ผ่านกาลเวลา
ต้องบอกไว้ก่อนว่านี่ไม่ใช่เรื่องรักหวานแหววของหนุ่มสาว
แต่เป็นความรักของคนที่อยู่กันจนแก่เฒ่า
ทุกเรื่องราวทุกฉากทุกตอนในหนังเรื่องนี้ช่างประทับใจจริงๆครับ
ขอแนะนำให้ไปหามาดูกันนะครับ ผมชอบฉากนึงมาก
พระเอกเค้าไปเยี่ยมนางเอกที่สถานพักและบำบัดผู้ป่วยอัลไซเมอร์(ความจำเสี่อม)
นั่งมองนางเอกซึ่งเป็นอัลไซเมอร์อยู่ห่างๆ
ให้เธอได้ใช้เวลาอยู่กับคนรักใหม่ของเธอ
เด็กสาวคนนึงมานั่งลงใกล้ๆแล้วถามว่า
"ไม่มีคนมาเยี่ยมปู่เหรอ?"
พระเอกเค้าตอบว่า "ชั้นไม่ได้อยู่ที่นี่"
"แล้วมาเยี่ยมใครล่ะ?" เด็กสาวถามต่อ
"คนนั้นน่ะที่สวยๆ" พูดพลางชี้ให้ดูนางเอก
"ดีนะ ท่าทางเธอมีความสุขอยู่กับสามีเธอดี"
เด็กสาวพูดหมายถึงคนรักใหม่ของนางเอกที่นั่งอยู่ด้วยใกล้ๆ
"ฟังดูอาจจะตลกนะ" พระเอกอธิบาย
"แต่ชั้นนี่ล่ะสามีของเธอ คนนั้นน่ะไม่ใช่"
"แล้วทำไมคุณมานั่งอยู่นี่ล่ะไม่ไปอยู่กับเค้า"
เด็กสาวซัก
"ชั้นต้องการให้เธอมีความสุขและเป็นตัวของตัวเอง"
พระเอกตอบ "ฟังดูแล้วน่าสมเพชนะตัวชั้นนี่"
เค้าพูดเศร้าๆ
"ไม่เลยค่ะ
หนูได้แต่หวังว่าหนูจะโชคดีอย่างภรรยาของคุณปู่นะคะ"
("I should be so lucky")
เด็กสาวยิ้มแล้วเอื้อมมือมาบีบแขนพระเอกให้กำลังใจ
โอ้ บทพูดน่ารักมาก ดูแล้วน้ำตาทะเล็ดครับ เอ้า
ไม่สปอยล์เรื่องมากกว่านี้ล่ะครับ ไปหาดูกันเถอะนะ
ไม่เคยดูหนังรักคนแก่แล้วประทับใจเท่าเรื่องนี้มานานแล้ว
ตั้งแต่ The Bridges of Madison County
โน่นครับ
น้องจุ๊กและทีวีซีรี่ส์
เอ้า ออกนอกเรื่องไปหน่อย กลับมาที่น้องจุ๊ก น้องจุ๊กเป็นน้องสาวที่น่ารักในหลายกรณี กรณีที่หนึ่งคือน้องเป็นคนมีน้ำใจและจริงใจในการคอยช่วยเหลือเพื่อนฝูงเสมอๆ เธอมีสังคมออนไลน์ที่ติดต่ออยู่แน่นแฟ้น(และผมก็เป็นส่วนเล็กๆส่วนนึงในนั้นด้วย) เธอเป็นที่รักของเพื่อนทุกคน คอยช่วยเหลือในสิ่งที่เธอทำได้อย่างเต็มที่ เช่นช่วยเหลือเพื่อนๆจัดการเกี่ยวกับเว็ปไซท์และบลอกต่างๆ
กรณีที่สองคือเธอเป็นคนน่ารักโดยนิสัยส่วนตัวด้วย เป็นคนมีวาทะศิลป์ดี พูดจาน่ารัก มีอารมณ์ขันและเล่าเรื่องราวได้สนุกสนาน ซึ่งสะท้อนมาถึงเวลาที่เท็กซ์แชทกันบนเอ็มอีกต่างหาก คุยกับน้องจุ๊กนั้นสนุกมากครับ
ในกรณีที่สามคือเธอเป็นคนมีวิจารณญาณที่ดี เป็นที่ปรึกษาปัญหาชีวิตของเพื่อนๆ ผมเองก็เป็นคนนึงที่ชอบฟังความคิดเห็นของน้องจุ๊กมาก เพราะเธอเป็นกลางและมองอะไรได้ถ่องแท้ดีจริงๆ อีกทั้งเป็นผู้รับฟังที่ดี เพราะในบางครั้ง คนเราก็เพียงต้องการใครสักคนที่รับฟังเราอย่างเต็มใจ เข้าใจ และไม่เอาสิ่งที่เราพูดย้อนกลับมาตัดสินเรา น้องจุ๊กเป็น psychotherapist ที่แสนดีและฟรีของผมคนนึงล่ะ
ผมเองไม่เคยเจอน้องจุ๊กตัวเป็นๆสักทีครับ แม้รู้จักกันมาหลายปีแล้ว มีอันที่(น้องจุ๊ก)ต้องแคล้วคลาด(ภยันอันตราย)จากการเจอหน้ากันทุกทีไปสิน่า เมื่อเร็วๆนี้น้องเค้าเพิ่งกลับมาเยี่ยมครอบครัวที่เมืองไทย แต่ไม่ได้ติดต่อผมมาเพราะคิดว่าผมยังอยู่ที่แอลเอ อย่างนี้เป็นต้นครับ แต่เมื่อสองสามอาทิตย์ก่อน น้องจุ๊กนึกครึ้มอกครึ้มใจไปเช็กเว็ปไซท์ของผมเข้าเลยติดต่อเข้ามาคุยกันอีก ผมดีใจมากๆครับ
เอ้า แล้วน้องจุ๊กเกี่ยวข้องอย่างไรกับทีวีซีรี่ส์เหรอครับ? เกี่ยวสิครับ เกี่ยวอย่างมากมายมโหฬารมหาศาลทีเดียวครับ เพราะน้องจุ๊กเป็นคนแนะนำซีรี่ส์ที่น่าสนใจให้ผมดูครับ ผมเองแม้ตอนที่อยู่อเมริกาแล้วเป็นคนไม่ได้ติดตามซีรี่ส์หรือทีวีอย่างจริงจัง ส่วนใหญ่จะไปเช่าดีวีดีดูหลังจากจบซีซั่นแล้วครับ แต่น้องจุ๊กนี่ตามดูเรื่อยๆครับ บอกได้หมดอันไหนดีไม่ดีอย่างไร แถมรสนิยมในการเสพความบันเทิงของเราพี่น้องนั้นใกล้เคียงกันทำให้ซีรี่ส์ที่น้องจุ๊กชอบนั้นผมมักจะชอบด้วยล่ะครับ โอเคครับ ท้าวความมาเยอะละ มาดูกันเลยว่าซีรี่ส์ที่น้องเค้าแนะนำมาช่วงนี้มีอะไรบ้างที่ผมตามดูอยู่ครับ
Spoiler Warning
มีเล่าเรื่องย่อบ้างนิดหน่อยนะครับ
ถ้าไม่อยากเสียอรรถรสในการชมก็ดูเฉพาะชื่อเรื่องแล้วไปหาดูกันเอาเองละกัน
Pushing Daisies

แนวรักและตลก Romantic Comedy
คุณจะชอบถ้าคุณชอบ Amelie, Mumford, Stranger Than
Fiction
เป็นเรื่องราวของชายหนุ่มผู้มีพรสวรรค์หรือจะเรียกว่าความสามารถพิเศษน่าจะถูกกว่า
คือถ้าสัมผัสคนตายครั้งแรก คนตายนั้นจะฟื้น
แตะครั้งที่สองคนตายนั้นจะตายไปตลอดกาล
เรื่องมันเกิดขึ้นเมื่อพระเอกของเราพบว่าสุดที่รักสุดหัวใจในวัยเด็ก
(The love of his life) นั่นเสียชีวิต
จึงรีบไปช่วยเธอด้วยการสัมผัส
และแน่นอนทั้งคู่ต่างจำกันได้และตกหลุมรักกันอีกครั้งในทันที
ปัญหาคือเค้าไม่สามารถสัมผัสเธอเป็นครั้งที่สองได้
มิฉะนั้นยอดดวงใจของเค้าจะจากไปตลอดกาล
เรื่องวุ่นๆต่างๆก็ตามมาครับ
เรื่องนี้ตัวละครนำทั้งฝ่ายชายหญิงน่ารักมากๆ
มีสเน่ห์และเข้ากันได้ดี (อืมม
ภาษาอังกฤษเค้าเรียกว่ามี chemistry น่ะครับ
ภาษาไทยจะแปลไงดีล่ะ ได้แค่นี้ล่ะนะ "เข้ากันได้ดี")
ผมชอบเพราะว่าเป็นแนว optimistic นะครับ
ดูแล้วอารมณ์ดีเหมือนดูเรื่อง Amelie
โทนการดำเนินเรื่องก็คล้ายๆกันครับ
แนะนำอย่างรุนแรงครับผม
Tell Me You Love Me
แนวชีวิตและความสัมพันธ์ Drama
คุณจะชอบถ้าคุณชอบ Closer, Clean, พลอย
เรื่องนี้เป็นความสัมพันธ์ของคนสามคู่ที่มีปัญหาต่างกันไป
และอยู่คนละช่วงของความสัมพันธ์
คือคู่นึงเป็นช่วงก่อนแต่งงานแต่อยู่ด้วยกัน
อีกคู่นึงแต่งงานแล้วพยายามมีลูก และ
คู่นึงมีลูกสองแต่มีปัญหาเรื่องบนเตียงคือไม่ได้นอนด้วยกันมาปีนึงแล้ว
ต้องบอกไว้ก่อนเลยว่าเรื่องนี้เป็นซีรี่ส์ของผู้ใหญ่
ทั้งในเนื้อหาของความสัมพันธ์
คนที่ไม่เคยมีใช้ชีวิตคู่มาก่อนดูแล้วจะไม่ค่อยเข้าใจ
ไม่เก็ทว่างั้นเถอะ
และเรื่องนี้ยังมีฉากวาบหวามเยอะแยะครับ
แต่ดูแล้วไม่ได้ส่อให้เกิดอารมณ์
แต่เป็นการสื่อถึงธรรมชาติของชีวิตคู่
ตรงนี้ทำให้ซีรี่ส์นี้เป็นที่วิพากย์วิจารณ์และถกเถียงกันมาก
แม้แต่ในมุมมองของฝรั่งเอง
สำหรับผม ผมดูด้วยความพึงใจครับ
เพราะว่าปัญหาและการกระทบกระทั่งของชีวิตคู่ในเรื่องนี้สมจริงดีมาก
เป็นสิ่งที่ผมประสบทั้งกับตัวเอง
และฟังจากเพื่อนฝูงที่แต่งงานแล้ว
แสดงถึงความทุกข์(และสุขบ้าง)ของชีวิตคู่ได้ดีมาก
ผมเองเป็นคนชอบเรื่องราวของความสัมพันธ์ของคนเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
ทำให้ซีรี่ส์นี้ดูแล้วโดนใจครับ
แนะนำสำหรับคุณที่เป็นผู้ใหญ่นะครับ
The Big Bang Theory

แนวตลกปัญญาชนที่ไร้ความสามารถทางสังคม Nerdy Comedy
เรื่องนี้เป็นตลกซิทคอมนะครับในแนวของ Dharmar and
Greg, Will and Grace พวกนั้น
ซีรี่ส์นี้มาแหวกแนวตรงที่จับจุดของพวกเนิร์ดที่แสนฉลาดทางวิชาการแต่ด้อยความสามารถทางสังคมมาเป็นจุดเดินเรื่อง
ภาพรวมคือมืนักฟิสิกส์สุดยอดอัจฉริยะสองคนมาอยู่ห้องใกล้กับสาวสวย
เรื่องวุ่นๆจึงเกิดขึ้นครับ
ผมชอบเรื่องนี้ตรงที่เอามุขของพวกเนิร์ดมาพูดได้สนุกสนานมาก
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพูดภาษาแปลกๆ บุคลิกแปลกๆ
เล่นเกมส์ออนไลน์
หรือแม้แต่การเอาเหตุผลมาตัดสินสิ่งที่ควรตัดสินด้วยอารมณ์
ตัวผมเองอยู่ในวงการคอมพิวเตอร์กราฟฟิกมา
จะเรียกว่าเป็นเนิร์ดคนนึงคงจะได้
และเห็นพวกที่เป็นเนิร์ดระดับนี้มาบ้าง
เลยดูได้สนุกสนานสะใจดีมากครับผม
แนะนำสำหรับอัจฉริยะทั้งหลายนะครับ
เอาเป็นกระจกส่องย้อนดูตัวเองแล้วจะได้ขำตัวเองได้บ้าง
เอาล่ะครับ
คิดว่าเท่านี้คงพอทำให้เสียเวลาไปดูได้หลายชั่วโมงอยู่
ต้องขอขอบคุณน้องจุ๊กล่ะครับ
ความดีทั้งหมดยกให้น้องสาวคนนี้เลย
Leroy Jones

วันนี้เอวานัดผมออกไปทานข้าวเที่ยงด้วยกันครับ
ทานกันที่ซาวอย
พาราก้อน
เป็นร้านทาปาสแบบฟิวชั่น
ผสมไทย อิตาเลี่ยน ฝรั่งเศส
อร่อยดีครับ
ทานกันเสร็จนั่งคุยกันต่อที่ร้านกาแฟข้างบนจนเกือบสามโมงแล้วย้ายวิกมาที่คอนโดของผม
เอวาเอาเครื่องโน้ตบุ๊คของเธอมาให้ผมช่วยดูซ่อมให้
ไม่มีอะไรมาก วินโดว์เสีย(อันเป็นปกติของวินโดว์
ใช้ไปสักพักก็ต้องลงใหม่เป็นธรรมดา)
ระหว่างที่อินสตอลเรานั่งฟังเพลงไปคุยไปเรื่องชีวิตของเธอและของผม
ความสัมพันธ์ของเรากับผู้คนรอบข้าง สบายๆเพลินๆดีครับ
สักหกโมงครึ่งเราออกมาหาอะไรทานกัน
ตกลงกันไปซอยทองหล่อครับ ร้าน Chijuya ที่ Fifty-fifth
Plaza เป็นอาหารมังสวิรัติญี่ปุ่น
(เอวาทานมังสวิรัติครับ) อาหารอร่อยดี
แปลกๆหน่อยล่ะนะครับเพราะว่าหาอาหารญี่ปุ่นที่เป็นมังสวิรัติไม่ค่อยมี
รสชาติเลยไม่คุ้นลิ้นนัก
ทานเสร็จเอวาเสนอว่าอยากไปฟังเพลงแจ๊ซแสดงสดที่เชอราตั้นแกรนด์สุขุมวิท
ผมก็โอเค ไปถึงปรากฏว่าวันนี้มีคอนเสิร์ตพิเศษของ ลีรอย
โจนส์ นักทรัมเป็ตแจ๊ซจากนิวออร์ลีน อเมริกาครับ
แบนด์เริ่มที่สี่คน คือเปียโน เบส ดรัม ทรัมเป็ต
เท่านี้ก็แจ๋วแล้ว ลีรอยทั้งเป่าทรัมเป็ตทั้งร้องเพลง
แต่ดึกไปสักพักมีเพื่อนของลีรอยที่เป็นนักทรอมโบนมาร่วมด้วยฝีมือดีมากแถมวันนี้เป็นวันเกิดของเธอ
(แบนด์เล่น Happy Birthday ให้ น่ารักเชียว)
อีกสักพักเพื่อนอีกคนที่เป่าคลาริเน็ตจากฝรั่งเศสมาแจมด้วย
กลายเป็นแบนด์หกคน แจมกันสนุกมากๆ
ผมกับเอวาเดินไปเรียกแท็กซี่ก่อนแยกย้ายกันกลับบ้าน
ยังคุยกันตื่นเต้นไม่หาย
ผมเองไม่ใช่คนเก่งกล้าสามารถในเรื่องดนตรี
ไม่ได้เล่นอะไรเก่งสักอย่าง
แต่เห็นทักษะของแต่ละนักดนตรีที่แสดงบนเวทีแล้วได้แต่ทึ่งครับ
แม้แต่คนรู้งูๆปลาๆอย่างผมยังดูออกเลยว่าเก่งมากๆ
นอกจากเก่งแล้วยังแจมกันมันส์อีกต่างหาก คือคนดูก็สนุก
คนเล่นก็ดูจะชอบใจที่ได้เล่นด้วยกันอย่างมาก
สรุปว่าเป็นวันและคืนที่ดีจริงๆครับวันนี้
ถ้ามีโอกาสผมแนะนำเลยว่าให้ไปหาแจ๊ซแสดงสดดูกันนะครับ
เป็นสิ่งที่ผมไม่คิดมาก่อนว่าตัวเองจะชอบ
แต่พอได้ดูเข้าแล้วต้องคิดเลยว่าทำไมไม่มาเสียแต่ตั้งนานแล้วครับ
The Butterfly has flown away : เรื่องของน้องกิ๊บ

ในบลอกและอัลบั้มรูปถ่ายของผมจะมีเรื่องราวและรูปของน้องกิ๊บอยู่เสมอๆ
คงไม่ผิดถ้าจะพูดว่าน้องกิ๊บกลายมาเป็นผู้หญิงคนสำคัญคนหนึ่งในชีวิตของผมช่วงสองปีที่ผ่านมา
ผมพูดได้เต็มปากเต็มคำอย่างไม่เคอะเขินเลยว่าผมรักน้องกิ๊บมาก
เพราะความรักที่ผมมีต่อน้องสาวคนนี้เป็นอย่างน้องสาวจริงๆ
ทั้งเอ็นดู
ห่วงใย
ภาคภูมิใจ
และหวงแหน
พวกเราสองคนสนิทสนมกันมากจากการที่ทำงานด้วยกันมานาน
และได้ไปเที่ยวด้วยกันในหลายๆทริป
บริษัทของเราเล็กๆ
มีกันอยู่ไม่กี่คนทำให้ทุกคนสนิทสนมกันจนถึงขั้นที่ว่าเรามีวัฒนธรรมกลุ่มที่ชัดเจนมีเอกลักษณ์อย่างมาก
มีเรื่องขำที่เข้าใจกันเฉพาะในกลุ่ม
และมีมุข(ควาย)ที่เล่นกันเองเฉพาะกลุ่ม
ถ้ามองในด้านปัจเจกบุคคล
ผมสนิทกับน้องกิ๊บมากที่สุดในกลุ่มด้วยหลายๆสาเหตุ
ถ้าจะให้สรุปในเนื้อเรื่องและเวลาที่จำกัดนี้ว่าน้องกิ๊บมีลักษณะอย่างไร
ผมคงต้องบอกเป็นจุดๆไปล่ะนะครับ
เริ่มกันเลยดีกว่า
- น้องกิ๊บอายุห่างกับผมรอบนึง
ตอนที่เขียนบลอกนี้เธอ
24 พอดี
- น้องกิ๊บสูง
165 เซ็นต์ครับ รูปร่างดีไหล่ผายกว้างอย่างนักกีฬา
แต่เธอมักจะเขินถ้าชม
เธอไม่ชอบ"หุ่นสามเหลี่ยม"อย่างงี้
เธอบอก
ผมต้องคอยบอกว่าเท่ห์ดีออกนะพี่ว่า
- น้องกิ๊บเล่นเทนนิสมาตั้งแต่เด็ก
เล่นเก่ง
และเป็นครูสอนเทนนิสด้วย
- น้องกิ๊บจบวิศวกรรมศาสตร์จากจุฬาลงกรณ์
แผนกคอมพิวเตอร์
ถ้าจำไม่ผิดคิดว่าเธอจบเป็นที่สามของรุ่น
- น้องกิ๊บเป็นคนที่เก่งทั้งทางด้านวิชาการและมนุษยสัมพันธ์
ทั้งเรียนทั้งเล่นและกิจกรรมเธอทำได้หมด
และทำได้ดีเสียด้วยสิ
- น้องกิ๊บรักศิลปะ
ไม่ว่าจะด้านวรรณกรรม
จิตรกรรม
เธอชอบหมด
และทำเองได้ดีทีเดียว
- ในแต่ละอาทิตย์น้องกิ๊บจะมาทำงานที่ออฟฟิสจันทร์ถึงศุกร์
วันเสาร์อาทิตย์น้องจะอุทิศให้กับเทนนิส
ช่วยคุณพ่อ(หรือ
"ป๊า"
ของกิ๊บ)สอนเด็กๆเล่นเทนนิส
เพราะฉะนั้นตลอดทุกอาทิตย์น้องกิ๊บจะไม่มีวันหยุดนั่งอยู่บ้านเฉยๆเลยสักวัน
- น้องกิ๊บเป็นลูกกตัญญูรักป๊าและม้ามาก
รายได้ที่น้องกิ๊บหาได้จากการทำงานนำมาใช้เพื่อประโยชน์สุขของครอบครัวของเธออย่างแท้จริง
- อ่านมาถึงตรงนี้ทุกท่านอาจจะคิดว่าน้องกิ๊บเป็นสาวน้อยเรียบร้อยน่ารักเหมือนผ้าพับไว้
เปล่าครับ
น้องกิ๊บนั้นช่างพูดช่างคุย
มีอารมณ์ขันและคอยคิดมุขแกล้งเพื่อนฝูงอยู่เสมอๆ
ผมตั้งฉายาให้เธอว่า"จอมมารน้อย"ทีเดียว
ด้วยไหวพริบและทีเด็ดในการวางแผนหลอกล่อล้อเล่นกับเพื่อนๆ
(ผมเองก็โดนไปหลายครั้งเหมืือนกันครับ)
- น้องกิ๊บดำรงตำแหน่ง
Senior Software Engineer ของบริษัท
- คงไม่ต้องบอกว่าน้องกิ๊บนั้นฉลาดเป็นกรดขนาดไหน
เอาเป็นว่าในชีวิตของผมที่ผ่านมาสามสิบกว่าปี
ได้ทำงานทั้งในประเทศและต่างประเทศ
ได้พบผู้คนมาหลากหลายวงการ
น้องกิ๊บติดหนึ่งในสิบคนยอดฉลาดในชีวิตของผมครับ
- นอกจากความฉลาดทางตรรกะแล้ว
น้องกิ๊บยังมีความฉลาดทางอารมณ์
(E.Q.) สูงมากอีกด้วย
- น้องกิ๊บมีความเป็นผู้นำสูง
กล้าแสดงออก
มีความคิดสร้างสรรค์สูง
และพูดจาสนุกสนาน
- ถ้าวันไหนน้องกิ๊บไม่มาทำงานที่บริษัท
บริษัทจะเงียบไปถนัดใจและถนัดหู
- น้องกิ๊บไม่เคยมีแฟน
ผมวินิจฉัย(เอง)ว่าส่วนหนึ่งเพราะว่าจะหาผู้ชายที่มีอุปนิสัย
ความเป็นผู้หลักผู้ใหญ่และคาแร็กเตอร์เข้มแข็งพอที่จะมาเทียบเคียงกับน้องนี่ยากมาก
- น้องกิ๊บไม่ได้ขออะไรมากจากชายหนุ่ม
"แค่ขอให้เก่งกว่ากิ๊บบางอย่างเช่นด้านกีฬา
(มันหายากนะกิ๊บเอ๊ยย)
และมีความฉลาดไม่น้อยกว่ากิ๊บในความสามารถที่จะเข้าใจตรรกะและสถานการณ์ได้
อีกทั้งมี
commonsense ที่ดี พูดจาฉลาดคุยกันรู้เรื่อง
หน้าตาเอาแค่พอดูได้
สะอาดสะอ้านก็โอเคแล้วพี่"
กิ๊บบอก
"แต่ต้องสูงกว่ากิ๊บนะ
แล้วกิ๊บก็ชอบผอมๆ
ไม่ชอบไอ้พวกกล้ามเยอะๆ
หุ่นสามเหลี่ยมกิ๊บไม่ชอบ"
อืมม
นะกิ๊บนะ
พี่ว่ามันก็ไม่ได้ขอเยอะนัก
แต่ก็เยอะอยู่น่ะน้องเอ๊ย
สรุป
ไม่มีครับ
ผู้ชายอย่างที่กิ๊บอยากได้
จะมีอีกคนที่ถูกใจน้องกิ๊บและกิ๊บก็รักมากๆคือป๊าของกิ๊บนั่นเอง
- น้องกิ๊บเป็นคนไม่แต่งตัว
ไม่แต่งหน้า
น้องกิ๊บจะใส่เสื้อยืด
เสื้อกีฬา
ที่มีอยู่ประจำไม่เกินสิบตัววนไปมาจนทุกคนในบริษัทจำได้ขึ้นใจ
ไปเห็นเสื้อนี้ทิ้งไว้ที่ไหนในโลกก็ต้องรู้ว่าเป็นเสื้อของน้องกิ๊บ
กางเกงน้องก็มีนับตัวได้พอๆกัน
ทั้งนี้ทั้งนั้นเพราะเธอรักความสะดวกสบายและต้องการจะใช้เวลาที่มีอยู่ทำอย่างอื่นซึ่งน่าสนใจและสนุกสนานกว่ามาใส่ใจเรื่องการแต่งตัว
- น้องกิ๊บอาบน้ำแต่งตัวไวมาก
ตอนไปเที่ยวญี่ปุ่นด้วยกันสองคน
เธอจะอาบน้ำแต่งตัวเสร็จก่อนผมเสมอ
ผมเองไม่ได้เป็นชายเจ้าสำอางค์แต่งตัวนาน
ผมก็ไม่มีจะให้หวี
กระนั้นยังไม่ไวเท่าน้องกิ๊บเลยครับ
- น้องกิ๊บอยากไปงานแต่งงาน
ผมเองไม่รู้สาเหตุเหมือนกันว่าเพราะอะไร
แต่เธอมักจะเชียร์ให้เพื่อนๆแต่งงานกันเร็วๆจะได้ไปงานแต่ง
ส่วนผมนั้นเธอรู้ว่าเชียร์ไม่ขึ้นเนื่องจากเข็ดกับการแต่งงานแล้ว
ถ้าจะให้เดา
ผมว่าน้องคงอยากเห็นคนมีความสุข
โดยเฉพาะถ้าเป็นเพื่อนๆของน้องเค้า
งานแต่งงานเป็นงานในฝันของสาวๆทุกคนล่ะนะครับ
น้องกิ๊บเองคงคิดว่าไม่มีวันนั้นของตัวเองง่ายๆ
(ก็เสป็คชายของเธอมันหายากเสียเหลือเกิน)
จึงพอใจแค่พลอยยินดีกับเพื่อนๆน่าจะโอเคแล้ว
เอาล่ะ อธิบายกันมาพอรู้จักน้องกิ๊บได้สักหน่อยแล้ว
จะเข้าเรื่องกันล่ะนะครับ
คือในที่สุด
โอกาสที่จะได้ไปงานแต่งงานก็มาถึง
พี่สาวของเพื่อนสนิทสมัยมัธยมปลายสตรีวัดระฆังของน้องกิ๊บจะแต่งงานครับ
เธอดีใจมาเล่าให้ทุกคนที่บริษัทฟัง
แต่น้องกิ๊บก็ต้องชะงักกึกเมื่อเจอคำถามว่า
"แล้วแกจะแต่งอะไรไปงาน"
น้องหน่อยถาม
"เออ
นั่นสิเนอะ
เราจะต้องนุ่งกระโปรงแต่งตัวไปงานเหรอ
ทำไงดีล่ะ
เราไม่เหมาะแน่เลยน่ะ"
กิ๊บคิดออกมาเสียงดัง
ทุกคนจินตนาการภาพกิ๊บนุ่งกระโปรงเดินห้าวๆอย่างที่เธอเดินประจำแล้วก็ขำออกมาเป็นเสียง(หัวเราะ)เดียวกัน
"เฮ้ยยยย ไม่เอาอ่ะ เราไม่ได้แน่เลย"
กิ๊บถอดใจ
เดือนกว่าที่ผ่านมากิ๊บเปลี่ยนใจไปกลับหลายรอบ
และตัดสินใจท้ายสุดว่าไม่ไป
แม้ผมและเพื่อนๆจะคะยั้นคะยออย่างไรก็ตาม
ผมเองนั้นอาสาจะขับรถไปส่งให้และเป็นคู่ควงให้อีกต่างหากน้องจะได้ไม่เขิน
แต่ความรู้สึกว่ายุ่งยากที่จะต้องแต่งตัว
กลัวว่าตัวเองจะไม่สวยนั้นมีอำนาจเหนือกว่า
และแล้ววันนี้ก็มาถึง
วันแต่งงานของใครสักคู่นั่นแหละ
กิ๊บไม่มีท่าทีว่าจะไป
หรือแม้แต่จำได้ด้วยซ้ำ
จนกระทั่งโพว
น้องอีกคนที่บริษัทบอกว่าเดี๋ยวต้องกลับไวเพราะต้องไปงานแต่งงาน
น้องหน่อยล้อเล่นว่าจะเป็นงานเดียวกับที่กิ๊บเคยว่าจะไปรึเปล่าเนี่ย
ปรากฏว่าใช่จริงครับ
ทุกคนหันกลับมาเชียร์อีกรอบว่ากิ๊บไปสิ
คราวนี้มีโพวไปเป็นเพื่อนแล้วนะ
กิ๊บโดนยุแกมบังคับจากทุกคน
โดนลากไปซื้อชุด
และมีน้องแอมมาเป็นช่างแต่งหน้าให้
ท้ายที่สุดก็เมคโอเวอร์กันเสร็จ
ผมเองเอาน้ำหอมของผมขวดนึงซึ่งเป็น
unisex และรู้ว่าน้องกิ๊บชอบ
เอาไปให้น้อง
เป็นของขวัญให้กับน้องสาวที่รักที่ออกงานสังคมครั้งแรก
ความรู้สึกของผมรู้สึกเหมือนได้เห็นเปลือกดักแด้ปริออกเผยผีเสื้อแสนสวยที่อยู่ข้างใน
โผบินออกไปให้โลกชื่นชมและชื่นใจครับ
น้องสาวผมดูเป็นสาวจริงๆในคืนนี้
น่ารักมากๆครับ
(แม้เธอจะยังไม่แน่ใจในตัวเองก็ตาม)
ยินดีด้วยจ้ะหนูกิ๊บ
เราน่ารักจริงๆนะ
พี่ไม่ได้ล้อเล่น
รักมากๆจ้ะ
พี่แคน

วันหยุดของผม และ ชาวเกย์
ของผมเองวันนี้คงต้องเรียกว่าเป็นวันเกย์ล่ะนะครับ เกย์ที่แปลว่าสนุกสนานหรรษา และที่แปลว่าคนที่มีความรักต่อเพศเดียวกันด้วยนั่นแหละครับ ทำไมเหรอ? เอ้ามาลองฟังดู
เมื่อคืนนอนไม่หลับ ตาค้างเสียเฉยๆ อ่านหนังสือ อัพเดทเว็ปไซต์ หัดวาดรูป ดูซีรี่ส์ (อืมม มีน้องสาวคนนึงแนะนำซีรี่ส์สนุกๆหลายเรื่องให้ดู เดี๋ยวไว้เป็นบลอกถัดไปแล้วกันครับ) ยังไงๆกลับไม่รู้สึกง่วง จวบจนสิบโมงเช้านั่นถึงผล็อยหลับคาหนังไปที่โซฟา ตื่นมาอีกทีบ่ายโมงกว่าด้วยความหิว เช็คคอมพิวเตอร์พบ เอวา อายะ และ พี่จูน บน skype จึงทักทายไป สามสาวนี่ทำงานที่ UN วันปิยมหาราชจึงไม่ได้หยุดพักผ่อนครับ แซวพี่จูนไปว่า "บางที ผมก็รู้สึกดีใจที่ผมไม่ได้ทำงานยูเอ็น" ส่วนเอวาเธอเพิ่งกลับมากรุงเทพฯวันนี้วันแรกหลังจากทริปไปกัมพูชาอาทิตย์ที่แล้ว เอวาบอกว่าอีกสองชั่วโมงต้องบินต่อไปลาว แล้วก็นัดทานข้าวกันสุดสัปดาห์นี้ ผมว่าพวกระบบ IM ต่างๆนี่ดีนะครับ ทำให้คนเข้าถึงกันได้ง่ายขึ้น เพื่อนที่ไม่ค่อยจะได้เห็นหน้าค่าตายังได้ทักทายผ่านทางเน็ตได้
เสร็จแล้วนึกได้ว่าวันนี้น้องกิ๊บน่าจะค้างที่บริษัท ไม่ได้กลับบ้าน จึงโทรหาน้องถามว่าทานข้าวรึยัง ทานด้วยกันมั้ย ปรากฏน้องกิ๊บไปเดินเล่นที่ห้างกับนนท์และทานข้าวแล้ว หมดห่วงไป ผมมาเปิดดูรายการหนังว่ามีหนังอะไรเข้าใหม่วันนี้บ้าง

มีเรื่อง The Witnesses ฉายอยู่ที่ลิโด้
เป็นหนังฝรั่งเศสที่ผมอยากดูมาพักนึงละ
เลยตัดสินใจฉายเดี่ยวออกไปดูหนังทานข้าวคนเดียววันนี้
ตอนเดินออกมาจากบ้านผมจะต้องเดินผ่านร้านอาหารร้านนึงแถวนั้นซึ่งเจ้าของหรือพ่อครัวเนี่ยเป็นเกย์แบบสะอ้อนสะแอ้น
ตัวผมเองนั้นมิได้รังเกียจคนที่เป็นกระเทยหรือเป็นเกย์นะครับ
ผมมีเพื่อนที่เป็นเกย์ทั้งชายและหญิงหลายคนครับ
เดี๋ยวจะหาว่าผมตั้งข้อรังเกียจในสิ่งที่คนเลือกรัก
คนเราถ้ารักเป็น
ไม่ว่าจะรักใครเพศไหนผมว่าก็สวยงามทั้งนั้นล่ะ
ย้อนกลับมาถึงคุณเจ้าของร้านอาหารนี้
เวลาผมเดินผ่านหน้าร้านเค้า
เค้าจะจ้องมองผมแบบไม่วางตาจนผมรู้สึกได้เพราะบางทีบังเอิญหันไปสบตาเค้าก็ส่งยิ้มมาให้
ผมเองได้เข้าใจความรู้สึกของผู้หญิงที่ถูกจ้องเอาๆหมายจะจีบก็ตอนนี้ล่ะครับ
(ผมเองก็เคยทำนะ จ้องหน้าสาวๆ ถึงคราวโดนเข้าเองบ้าง
ไม่สนุกแฮะ)
ขึ้นบีทีเอสมาถึงที่โรงหนังปรากฏว่ามีหนังใหม่เข้านอกเหนือจากที่อยู่ในเว็ปอีก
ผมจึงตัดสินใจดูสองเรื่อง อีกเรื่องชื่อ Lullabye
before I wake ครับ
ท่าทางจะเป็นหนังรักวัยรุ่นโปสเตอร์ดูน่ารักดี
หนังเรื่องแรกคือ Lullabye นั้นฉายตอนสี่โมงกว่า
ผมมีเวลาไปหาอะไรทานก่อน แวะทานที่ฟูจิในพาราก้อน
เกย์กรณีที่สองในวันนี้คือโต๊ะข้างๆผมเป็นคู่เกย์สาวสองคนมานั่งทานข้าวด้วยกัน
เค้าคุยกันกระหนุงกระหนิงท่าทางจะมีความสุขดี
(กว่าไอ้ตัวกระผมซึ่งมาคนเดียว)
ไปเดินร้านหนังสือคิโนะต่ออีกหน่อยได้หนังสือน่าสนใจมาเล่มนึง
Crucial Conversations : Tools for talking when stakes
are high เกี่ยวกับวิธีการพูดให้เป็นเมื่อถึงเวลาจำเป็น
อีกเล่มที่เล็งไว้ว่าจะอ่านต่อจากเล่มนี้คือ Why do men
marry bitches?
อยากเห็นมุมมองของผู้หญิงเหมือนกันว่ามองผู้ชายเราอย่างไร
และมองผู้ชายด้วยว่าทำไมเราถึงชอบสาวเปรี้ยวเข็ดฟันทั้งหลาย
แต่ไว้ก่อนครับ ไว้ค่อยมาซื้ออีกทีนึง
กลับมาถึงโรงหนังเรื่องแรกนั้น Lullabye before I wake
ดาราส่วนใหญ่เป็นฝรั่ง แต่ฉากทั้งหมดเป็นเมืองไทย
บทพูดเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด
ดูไปสักพักถึงจับได้ว่าเป็นผลงานของคนไทยนี่ล่ะ
เข้าใจว่าทำไมถึงทำออกมาอย่างนี้ ถ้าเป็นนักแสดงไทย
บทพูดไทยๆ อาจจะไม่ได้ผลเท่านี้
ผมชอบนะเดินเรื่องได้สวยงาม ถ่ายใช้เทคนิกง่ายๆแต่ได้ผล
ตัวละครเอกทั้งสองคนนั้นมีเสน่ห์มากๆทีเดียว
โดยเฉพาะนางเอก
เรียกว่าเป็นสาวที่มีอุปนิสัยและบุคลิกเข้มแข็งดีมากจนน่ารัก
ถ้าผมเจออย่างนี้เข้าคงชอบเหมือนกัน
แต่ถ้าเด็กขนาดนั้นคงต้องคิดหลายตลบ
ชีวิตผมมันมาเกินครึ่งทางแล้ว ของเธอเพิ่งจะเริ่มต้น
แต่พระเอกก็เป็นตัวแทนของชายหนุ่มที่มีความรักได้ดีมาก
ทุกความรู้สึกที่เค้ามี ผมเองเคยผ่านมาแล้ว
ไอ้เรื่องเคอะเขิน ทำอะไรไม่ถูก
เหตุผลที่เคยมีลอยแพออกทะเลไปหมด
คิดถึงแต่สาวนี่เป็นมาก่อน (จริงๆตอนนี้ก็ยังเป็นอยู่
แต่แก่แล้วกลบเกลื่อนได้เก่งขึ้น ควบคุมอาการได้ดีขึ้น)
บทสรุปของหนังเรื่องนี้สวยงามและสมจริงดีครับ ผมชอบมาก
อ้อ วันนี้เจอดารา ตอนออกมาจากโรงหนังโรงแรกเจอซินดี้
สิริยา กับสามีมาดูเรื่อง Lullabye ด้วยเหมือนกัน
แล้วก็ดาราคนที่สัมภาษณ์ผมในงานสามสิบปีสตาร์วอส์ก็มาด้วยกลุ่มเดียวกัน
(ผมจำชื่อเค้าไม่ได้ครับ)
จบเรื่องแรกออกมาดูเรื่องที่สองต่อกันเลย The Witnesses
พูดถึงเหตุการณ์ในช่วงปี 84-86
ซึ่งโรคเอดส์เพิ่งเป็นที่รู้จักและเริ่มระบาดจนทั่วโลกต่างตื่นตัวให้ความสนใจควบคุม
หนังเรื่องนี้พูดถึงชีวิตของคนห้าคนที่เกี่ยวข้องกับผู้ป่วยโรคเอดส์
มีเรื่องราวของเกย์หนุ่ม แก่
และผู้ชายที่ค้นพบว่าตัวเองเป็นเกย์
(หรือไบเซ็กช่วลน่าจะถูกกว่า)
เนื้อเรื่องไม่ได้ตื่นเต้นอะไรมากนักแต่ว่าเป็นดราม่าที่ดี
ผมชอบบางคำพูดของตัวเอกที่เป็นเกย์อย่างมาก
ที่เค้าพูดถึงความรักและการยอมรับจากสังคม
เค้าพูดในทำนองว่า "ถ้าคุณเป็นเกย์คุณลำบากนะ
คุณชอบใครคุณอาจจะเจ็บปวดกว่าคนธรรมดา
เพราะว่าถ้าคุณเข้าไปหาคนที่คุณชอบ
คุณอาจจะถูกเค้าถ่มน้ำลายรดหน้าก็ได้"
นอกจากหนังที่เป็นเรื่องของเกย์
และมีฉากรักของชายกับชายด้วยกันแล้ว
คนที่นั่งข้างผมก็เป็นเกย์อีกด้วย
เค้านั่งเอียงมาทางด้านผมซึ่งผมก็เอียงหนีล่ะนะ
แต่ที่ไม่ชอบเลยคือแอบมองผมอยู่เรื่อยๆตลอดเวลาฉายของหนังจนผมรู้สึกได้
อันนี้ผมเองไม่เคยทำกับสาวๆนะครับ
แต่คิดว่าคงมีคนอื่นทำบ้างล่ะเวลามีสาวมานั่งที่นั่งติดกันในโรงหนัง
นี่ก็เป็นสถานการณ์ที่อึดอัดเหมือนกัน
คิดว่าจะย้ายที่แต่ก็ไม่ได้ลำบากขนาดนั้นเลยเฉยไว้ครับ
ดูหนังเสร็จออกมาทานข้าวที่ร้าน Koko
โต๊ะทานข้าวข้างๆผมเป็นคู่เกย์หนุ่มสองคนมาทานด้วยกัน
ท้ายสุดขึ้นบีทีเอสกลับบ้านมีกระเทยคนหนึ่งแต่งหน้าแต่งตัวเป็นผู้หญิงนั่งอยู่ตรงข้ามผม
เรียกว่าดูดีทีเดียวล่ะครับ ไม่ถึงขั้นน้องปอยแต่ก็ดูดี
สรุปนะครับ วันนี้เป็นวันเกย์ครับผม
Long time no see
Koh Tao

ช่วงวันหยุดยาวระหว่าง 28 เมษายน ถึง 1 พฤษภาคม (วันแรงงาน) ผมไปเที่ยวชายทะเลที่เกาะเต่ากับเพื่อนมา สนุกมากครับ ในความรู้สึกผมเป็นทริปที่ประทับใจมากที่สุดทริปนึงที่เดียวทั้งๆที่ไม่ค่อยได้ทำอะไร จริงๆอากาศไม่ดีนะครับ แต่ว่าได้ทานอาหารอร่อยๆ คุยกันกับเพื่อน เล่นไพ่กัน เดินเล่นชายหาด ไปสนอเกิ้ลนิดหน่อย สบายๆดีครับ ลองไปดูรูปเอาละกันครับ
Reunion
Birthday Present from Massive
คนดังในชีวิตของผม
Finally Back to Blog
Tum Graduation Day
วันนี้เป็นวันรับปริญญาของน้องตั้ม นพพดล หนึ่งในทีมขุนพลโปรแกรมเมอร์ของ Massive ครับ น้องตั้มชวนผมและเพื่อนๆที่บริษัทไปร่วมงานและถ่ายรูปด้วยกัน
อ่านต่อ...My Sister Birthday

สองวันที่ผ่านมาไปทานข้าวเที่ยงกับน้องเอ๊าะ น้องสาวของผมเนื่องในวันคล้ายวันเกิดของน้องครับ เมื่อวานวันที่ 4 กรกฎาคมนั้นเป็นวันเกิดจริง น้องเอ๊าะ น้องปี (น้องสาวของผมทั้งสองคน) ชวนเพื่อนๆ น้องๆ มาทานข้าวกันที่ Atrium
อ่านต่อ...Music
ไม่รู้ชอบฟังเพลงแบบไหนกันครับ? ผมฟังได้ค่อนข้างกว้าง เมื่อคืนไปดูใน iTunes Music Store แล้วซื้อเพลงของ Dido มาสองอัลบั้ม จริงๆแล้ว Brian เพื่อนสนิทของผมคนนึง เคยแนะนำเพลงของเธอให้ผมฟังตั้งแต่สองสามปีก่อนในชุด No Angel แต่ผมไม่มีโอกาสได้ซื้อสักที ใครมีศิลปินในดวงใจจะแนะนำบ้างมั้ยครับ?
อ่านต่อ...

